AAV ประกาศผลประกอบการทางการเงิน ตลอดปี 2568

- กำไรจากการดำเนินงานหลัก 302.7 ล้านบาท หากรวมปัจจัยบวกจากอัตราเเลกเปลี่ยน มีกำไรสุทธิ 2,336.2 ล้านบาท
- รายได้จากการขายและบริการรวม 45,690.9 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 8 ท่ามกลางความท้าทายจากตลาดนักท่องเที่ยวจีนและอาเซียนที่หดตัว
- ครองส่วนแบ่งตลาดในประเทศสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ร้อยละ 41 โดยขนส่งผู้โดยสาร 14.3 ล้านคน จากยอดขนส่งผู้โดยสารตลอดปี 2568 ที่ 21.0 ล้านคน
กรุงเทพฯ, 25 กุมภาพันธ์ 2569 – บมจ. เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) ผู้ถือหุ้นใหญ่ในสายการบินไทยแอร์เอเชีย (TAA) รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2568 มีรายได้จากการขายและบริการรวม 45,690.9 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 8 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยปัจจัยหลักมาจากราคาค่าโดยสารเฉลี่ยที่ปรับลดลงร้อยละ 9 ท่ามกลางสถานการณ์ท่องเที่ยวที่เผชิญความท้าทายจากการชะลอตัวของกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่ปรับลดลง
อย่างไรก็ตาม จากประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุน โดยเฉพาะต้นทุนน้ำมันที่ลดลงร้อยละ 10 ตามราคาน้ำมันโลก ส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วย (“CASK”) ลดลงร้อยละ 5 อยู่ที่ 1.76 บาท บริษัทจึงรายงานกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ที่ 7,835.1 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิรวม 2,336.2 ล้านบาท ซึ่งได้รับปัจจัยหนุนสำคัญจากกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 2,541.9 ล้านบาท ตามการแข็งค่าของเงินบาทตลอดทั้งปี ทั้งนี้ หากไม่รวมรายการดังกล่าว บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานหลักอยู่ที่ 302.7 ล้านบาท
ทั้งนี้ในปี 2568 TAA ขนส่งผู้โดยสารรวม 21.0 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 โดยมีอัตราส่วนขนส่งผู้โดยสารเฉลี่ยร้อยละ 83 จากปริมาณที่นั่งที่ให้บริการ 25.2 ล้านที่นั่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 โดย ณ สิ้นปีมีฝูงบินรวม 62 ลำ และใช้เครื่องปฏิบัติการบิน 59 ลำ
สำหรับในไตรมาส 4 ปี 2568 TAA มีรายได้รวม 14,259.1ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 1,609.5 ล้านบาท เติบโตขึ้นร้อยละ 351 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนกำไรจากการดำเนินงานหลักอยู่ที่ 1,087.5 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 25 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม TAA ยังคงครองส่วนแบ่งการตลาดในประเทศในไตรมาสสุดท้ายแตะระดับสูงสุดที่ร้อยละ 43 พร้อมสัญญาณบวกจากตลาดจีนที่เริ่มมีแนวโน้มคงตัว โดยอัตราส่วนขนส่งผู้โดยสารของเส้นทางบินจีนขยับขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 85 ในระหว่างไตรมาส นอกจากนี้ได้เปิดเส้นทางบินใหม่จากสุวรรณภูมิไปยังนครศรีธรรมราช และเชียงราย รวมทั้งเปิดเส้นทางข้ามภาคจากเชียงใหม่ไปยังอุดรธานี ส่วนเส้นทางภูเก็ต-ขอนแก่น และภูเก็ต-อุดรธานี กลับมาเปิดทำการอีกครั้งเพื่อรองรับฤดูกาลท่องเที่ยว
นายไพรัชล์ พรพัฒนนางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ AAV และ TAA กล่าวว่า “ปี 2568 เป็นปีที่ท้าทายอย่างยิ่งจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะภาพรวมตลาดจีนที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตามสายการบินได้ปรับกลยุทธ์เน้นความเป็นผู้นำในตลาดภายในประเทศ จนสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ร้อยละ 41 พร้อมขยายเส้นทางบินไปยังเอเชียใต้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเส้นทางอินเดียปีนี้ ที่ยอดผู้โดยสารไทยแอร์เอเชียเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 20 รวมถึงการขยายฐานปฏิบัติการ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อเชื่อมต่อนักท่องเที่ยวคุณภาพจากยุโรปและอเมริกาเข้าสู่เครือข่ายบินของเรา”
สำหรับตลาดระหว่างประเทศ แม้สายการบินปรับลดปริมาณที่นั่งลงร้อยละ 5 เพื่อให้สอดรับกับความต้องการเดินทาง แต่เส้นทางในตลาด CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) และเส้นทางสิทธิเสรีภาพที่ 5 (Fifth Freedom) เช่น ดอนเมือง-ไทเป-โอกินาวา และดอนเมือง-หลวงพระบาง-ฮานอย ยังคงทำผลงานได้โดดเด่นและได้รับการตอบรับที่ดี
“สำหรับแนวโน้มปี 2569 เราเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะเริ่มกลับมาฟื้นตัว โดยตั้งเป้ารายได้จากการขายและบริการเติบโตร้อยละ 7-9 และขนส่งผู้โดยสารที่ 23.5 ล้านคน ภายใต้กลยุทธ์การขยายฝูงบินเพิ่มอีก 5 ลำในช่วงครึ่งปีหลัง นอกจากนี้ตั้งเเต่ต้นปี เรายังได้รับแรงหนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ผ่านแคมเปญ ‘Feel All the Feelings’ ที่มีลิซ่าเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเดินทางในประเทศให้คึกคักยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานความยั่งยืน ซึ่งล่าสุดบริษัทฯ ได้รับการประเมินประจำปี 2568 จาก SET ESG Ratings โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในระดับ AAA ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของการประเมินหุ้นยั่งยืน สะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจที่โปร่งใสและรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม” นายไพรัชล์กล่าว