EN / TH

ความมุ่งมั่น

ด้วยเป้าหมายสู่การเป็นองค์กร Net Zero ในปี 2593 บจ. ไทยแอร์เอเชีย จึงตั้งเป้าหมายในนโยบายการจัดการสิ่งแวดล้อม ให้มีความเข้มข้นต่อเนื่องขึ้นในทุกปีในระหว่างทางการไปสู่เป้าหมายดังกล่าว

โดยอาศัยจากนโยบายภายในบริษัท วิธีการปฏิบัติงาน รวมถึงการจัดหาเทคโนโลยี และความรู้ใหม่ ๆ มาช่วยลดและควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศอย่างต่อเนื่อง

กลยุทธ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์

บริษัทมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจเพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 โดยได้มีการยกระดับเป้าหมายระยะสั้นในปี 2569 มุ่งเน้นการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อที่นั่ง-กิโลเมตรลง 1.5 gCO2/ASK เมื่อเทียบกับปี 2568 และตั้งเป้าหมายลดลงอย่างต่อเนื่องในอัตราเดียวกันนี้ในทุกๆ ปี

ผลการดำเนินงานในปี 2568

ในปี 2568 บริษัทได้ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ที่ 69 gCO2/RPK อย่างไรก็ตาม อัตราการปล่อยก๊าซจริงในปีดังกล่าวอยู่ที่ 77.4 gCO2/RPK

การเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการดำเนินงาน โดยในขณะที่เที่ยวบินระหว่างประเทศมีจำนวนความถี่ลดลง แต่มีการขยายตัวของการปฏิบัติการบินในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของโครงข่ายเส้นทางบินนี้ ส่งผลให้มีการใช้เชื้อเพลิงโดยรวมสูงขึ้น เนื่องจากเที่ยวบินในประเทศที่มีระยะทางสั้นกว่า ต้องมีการวิ่งขึ้น (Take-off) และการไต่ระดับ (Climb) บ่อยครั้งขึ้น ซึ่งเป็นช่วงการบินที่ใช้เชื้อเพลิงเข้มข้นมากที่สุด

ความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอนของไทยแอร์เอเชีย

ปี 2562 2563 2564 2565 2566 2567 2568
ปริมาณการปล่อย CO2 ต่อที่นั่งผู้โดยสาร (CO2/ASK) 66.5 69.0 72.8 66.6 64.2 64.0 63.0
ปริมาณการปล่อย CO2 ต่อปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร(CO2/RPK) 79.1 93.1 107.2 79.5 72.7 72.0 77.4
เป้าหมายระยะสั้น
ลด Carbon Intensity Ratio ที่
1.5 gCO2/ASK เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
เป้าหมายระยะยาว
ปล่อยก๊าซเรือนกระจก
สุทธิเป็นศูนย์ในปี 2573
แผนการดำเนินงานสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593

4 แนวทางหลักสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของไทยแอร์เอเชีย

1. การจัดการฝูงบิน

ในปี 2568 ไทยแอร์เอเชียได้รับมอบเครื่องบินแอร์บัส A321neo จำนวน 2 ลำ เพื่อวัตถุประสงค์ในการขยายฝูงบิน โดยไม่มีการปลดระวางเครื่องบินออกจากฝูงบินในปีนี้ ส่งผลให้อายุเฉลี่ยของฝูงบินไทยแอร์เอเชียเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 10.5 ปี เป็น 11.1 ปี ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568

เครื่องบินรุ่นใหม่เหล่านี้คาดว่าจะช่วยให้ไทยแอร์เอเชียสามารถเข้าถึงจุดหมายปลายทางใหม่ๆ ในเอเชียตะวันตกและเอเชียกลางจากกรุงเทพมหานคร ด้วยทางเลือกที่มีประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันสูงกว่าเครื่องบินลำตัวกว้างสำหรับเส้นทางบินใหม่ที่อยู่ในช่วงพัฒนา

สำหรับการทดแทนฝูงบิน A320ceo ในปัจจุบัน เราอยู่ระหว่างการประเมินเครื่องบินเจ็ทระดับภูมิภาค 2 รุ่น ที่มีพิสัยการบิน 5 ชั่วโมง และความจุ 160 ที่นั่ง ซึ่งเครื่องบินเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบิน และช่วยให้ไทยแอร์เอเชียสามารถปรับขนาดฝูงบินให้เหมาะสมเพื่อลดความจุส่วนเกินในบางเส้นทางภายในประเทศและเส้นทางในภูมิภาค แผนการทดแทนฝูงบินนี้จะช่วยลดอายุเฉลี่ยของฝูงบินลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเริ่มนำเข้ามาประจำการตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน เครื่องบินลำใหม่ทั้งหมดจะได้รับการติดตั้งที่นั่งแบบชั้นประหยัดทั้งหมด (all-economy class) และใช้ที่นั่งที่มีน้ำหนักเบา นอกจากนี้ เครื่องบินใหม่จะได้รับการติดตั้งซอฟต์แวร์ล่วงหน้าเพื่อรองรับการดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงขั้นสูง

จำนวนอากาศยานในฝูงบินของ บจ. ไทยแอร์เอเชีย ในปี 2568
A320ceo
จำนวนเครื่องบิน
44
อายุเฉลี่ย (ปี)
13.2
จำนวนผู้โดยสาร (ที่นั่ง)
180/186
A320neo
จำนวนเครื่องบิน
11
อายุเฉลี่ย (ปี)
8.2
จำนวนผู้โดยสาร (ที่นั่ง)
186
A321neo
จำนวนเครื่องบิน
7
อายุเฉลี่ย (ปี)
2.5
จำนวนผู้โดยสาร (ที่นั่ง)
236

2. ปฏิบัติการบินสีเขียว

ตลอดปี 2568 ไทยแอร์เอเชียยังคงเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบินที่มีมาอย่างยาวนาน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากแหล่งกำเนิด โดยรวมแล้ว ไทยแอร์เอเชียได้ดำเนินงานตามขั้นตอนการปฏิบัติการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Operating Procedures) จำนวน 12 ขั้นตอน ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบินให้ดียิ่งขึ้น

การประหยัดพลังงานเชื้อเพลิงตามปฏิบัติการบินสีเขียว

ปริมาณ CO2 เฉลี่ยที่ลดลงจากแต่ละกระบวนการ

ผลการปฏิบัติการ
ลำดับที่ มาตรการหลักในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน อัตราการนำไปปฏิบัติของไทยแอร์เอเชีย (ร้อยละ) ปริมาณการประหยัดเชื้อเพลิงในปี 2568 (ตัน) ปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2568(ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า)
2566 2567 2568
1 การเลือกใช้ความเร็วในการไต่ระดับที่มีประสิทธิภาพ 76 66 63 4,856 15,345
2 การขับเคลื่อนอากาศยานด้วยเครื่องยนต์เดียวออกจากหลุมจอด 44 47 48 1,536 4,854
3 การขับเคลื่อนอากาศยานด้วยเครื่องยนต์เดียวเข้าสู่หลุมจอด 100 86 86 803 2,538
4 การใช้เครื่องเพิ่มแรงยกในการลงสนามอย่างเหมาะสม 99 99 98 971 3,068
5 การใช้อุปกรณ์เปลี่ยนทิศทางแรงขับในปริมาณที่เหมาะสม 99 100 99 678 2,143
6 การปรับค่าเครื่องปรับอากาศบนเครื่องบินอย่างเหมาะสมระหว่างการวิ่งขึ้น 100 94 97 266 841
นักบินของเราบินอย่างปลอดภัยและประหยัด
บจ. ไทยแอร์เอเชีย มีผลปฏิบัติงานด้านการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงดังนี้
11,893
ตัน ของปริมาณน้ำมันที่สามารถประหยัด
เทียบเท่ากับ
37,583
ตัน ของปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์
278.2
ล้านบาท ในการประหยัดค่าใช้จ่าย

ข้อมูล: ปี 2568

3. การใช้เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ไทยแอร์เอเชียได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) พร้อมกับสายการบินของไทยอีก 7 แห่ง เพื่อส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) ข้อตกลงนี้ได้กำหนดเป้าหมายสัดส่วนการใช้ SAF ไว้ที่ร้อยละ 0.5 ถึง 1 ของปริมาณเชื้อเพลิงในเที่ยวบินระหว่างประเทศ ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป ซึ่งถือเป็นย่างก้าวสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของอุตสาหกรรมการบินภายในปี 2593

การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ SAF ดำเนินการตามแนวทางการหารืออย่างละเอียดร่วมกับกระทรวงพลังงาน สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และพันธมิตรในอุตสาหกรรม โดยก่อนที่จะมีการลงนาม MOU เรื่อง SAF อย่างเป็นทางการ เราได้เข้าร่วมในโครงการริเริ่มพื้นฐานหลายประการเพื่อสร้างความพร้อมให้กับอุตสาหกรรม ดังนี้:

  • การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการเปลี่ยนผ่านภาคส่วน: เข้าร่วมสัมมนาในหัวข้อ "ภาคการบินไทย: การเปลี่ยนผ่านสู่ SAF" เพื่อปรับทิศทางให้สอดคล้องกับแผนที่นำทางด้านพลังงานของประเทศ (National Energy Roadmap)
  • คณะทำงานด้าน SAF รายไตรมาส: การมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องในการประชุมร่วมกับ กพท. และผู้ผลิตเชื้อเพลิงในประเทศ เพื่อจัดการด้านโลจิสติกส์ในห่วงโซ่อุปทานและความมั่นคงของวัตถุดิบ
  • การปรับนโยบายให้สอดคล้องกัน: การหารืออย่างต่อเนื่องเพื่อกำหนดจุดยืนร่วมกันของอุตสาหกรรมในเรื่องสัดส่วนการผสมเชื้อเพลิงภาคบังคับ (Blending Mandates) และกรอบการแบ่งรับภาระต้นทุน ก่อนที่จะมีการเริ่มบังคับใช้ในปี 2569

4. การจัดหาคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยออกไป

ไทยแอร์เอเชียมีบทบาทสำคัญในการผลักดันกลไกการกำหนดราคาคาร์บอน ที่อนุญาตให้สายการบินสามารถรวมต้นทุนจากโครงการ CORSIA เข้ากับค่าโดยสารได้ นอกเหนือจากการดำเนินงานร่วมกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เรายังได้จัดกิจกรรมให้ข้อมูลแก่สมาชิกสมาคมสายการบินประเทศไทย เพื่อกำหนดจุดยืนร่วมกันของอุตสาหกรรม และเสนอแนะนโยบายสนับสนุนเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนหน่วยคาร์บอนเครดิต (CEU) ซึ่งส่งผลให้หน่วยงานกำกับดูแลอนุมัติให้สายการบินของไทยสามารถเริ่มจัดเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอน (Carbon Surcharge) ที่มีความโปร่งใสในค่าโดยสารได้ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป สิ่งนี้เป็นการสร้างแนวทางที่ยั่งยืนให้อุตสาหกรรมสามารถชดเชยต้นทุนในการลดคาร์บอนและระดมทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ

ทั้งนี้ การดำเนินงานโดยตรงร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่สายการบินของไทยต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน CORSIA พร้อมชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงจากการขาดแคลนคาร์บอนเครดิตและแนวโน้มของต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น ในระหว่างการหารือเหล่านี้ ได้มีการผลักดันให้เร่งนำคาร์บอนเครดิตประเภท T-VER Premium เข้าไปรวมอยู่ในหน่วยการปล่อยก๊าซที่ผ่านการรับรองจาก ICAO (Eligible Emissions Units) เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการในท้องถิ่นจะเป็นไปตามมาตรฐานสากลและเป็นแนวทางที่ใช้ได้จริงสำหรับพันธกรณีของภาคการบิน

ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ขอบเขต ประเภทการปล่อย ตัวชี้วัด แหล่งที่มา
ขอบเขต 1 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง ปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ฝ่ายปฏิบัติการบินและการขนส่งภาคพื้นดิน
ขอบเขต 2 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมที่ถูกซื้อมา ปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้า (อาคารสำนักงาน) ฝ่ายอาคารและสำนักงาน
ขอบเขต 3 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ ปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง มาตรฐาน GHG Protocol ขอบเขต 3 ประเภทที่ 3 กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงและพลังงาน และประเภทที่ 6 การเดินทางเพื่อธุรกิจ

การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขต 1

ขอบเขต 1 จากการปฏิบัติการบินและการขนส่งภาคพื้นดิน 2566 2567 2568
ก๊าซเรือนกระจกจากการบินภายในประเทศ (ตัน CO2 เทียบเท่า) 620,249 683,807 789,385
ก๊าซเรือนกระจกจากการบินระหว่างประเทศ (ตัน CO2 เทียบเท่า) 811,312 901,301 837,087
ก๊าซเรือนกระจกจากการปฏิบัติการภาคพื้นดิน (ตัน CO2 เทียบเท่า) 3,070 3,961 3,776

หมายเหตุ:

  • ในปี 2568 บริษัทได้ปรับปรุงการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 สำหรับปี 2566–2568 โดยรวมการปล่อยจากการปฏิบัติการภาคพื้นดิน ซึ่งไม่ได้ถูกรวมอยู่ในการรายงานปีที่ผ่านมา
  • การเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 เป็นผลมาจากการขยายตัวของเที่ยวบินภายในประเทศ
  • บริษัทได้ถูกทวนสอบของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ เป็นผู้ทวนสอบปริมาณน้ำมันที่ใช้และรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ภายใต้ข้อบังคับโครงการการชดเชยและการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคการบินระหว่างประเทศ (Carbon Offsetting and Reduction Scheme for International Aviation: CORSIA)

การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขต 2

ขอบเขต 2 จากการใช้พลังงานไฟฟ้า 2566 2567 2568
ปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้า (กิโลวัตต์ชั่วโมง) 4,003,543 4,369,595 4,024,156
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ตัน CO2 เทียบเท่า) 1,726 1,923 1,690

หมายเหตุ:

  • ข้อมูล Scope 2 สำหรับปี 2023–2025 รายงานด้วยวิธี Location-based สอดคล้องกับมาตรฐาน อบก. และอ้างอิงค่า Grid Factor จาก สนพ.
  • ขอบเขตข้อมูลครอบคลุมเฉพาะการใช้พลังงาน ณ ศูนย์ปฏิบัติการบินดอนเมือง และ AirAsia Academy (ไม่รวมสถานีอื่น)

การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขต 3

ขอบเขต 3 จากการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินจากคู่ค้าและการเดินทางเพื่อธุรกิจของพนักงาน 2566 2567* 2568
หมวดที่ 3: กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงและพลังงาน (ตัน CO2 เทียบเท่า) 308,486 331,920 340,797
หมวดที่ 6: การเดินทางเพื่อธุรกิจ (ตัน CO2 เทียบเท่า) 636 87 261
Total Scope 3 Emission (ตัน CO2 เทียบเท่า) 309,122 332,007 341,058

หมายเหตุ:

  • ข้อมูลปี 2567 ได้ถูกคำนวณใหม่ (Restated) เพื่อให้สอดคล้องกับวิธีการเก็บข้อมูลที่มีความละเอียดและแม่นยำมากขึ้น
  • การเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3 ในปี 2568 มีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากกระบวนการผลิต การขนส่ง และการกระจายเชื้อเพลิง ซึ่งสอดคล้องกับความถี่เที่ยวบินและการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกชนิดอื่นๆ

นอกเหนือจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) แล้ว การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงอากาศยานยังปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) ซัลเฟอร์ออกไซด์ (SOx) คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) และสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศในพื้นที่

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การพัฒนาการออกแบบเครื่องยนต์ได้ช่วยลดการปล่อยมลพิษเหล่านี้ลงอย่างต่อเนื่อง โดยองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ได้กำหนดระดับการปล่อยก๊าซจากเครื่องยนต์อากาศยานที่ยอมรับได้ ภายใต้ภาคผนวก 16 เล่มที่ 3 ของมาตรฐานระหว่างประเทศด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานดังกล่าวและเพื่อลดการปล่อยมลพิษทางอากาศจากการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม ไทยแอร์เอเชียได้ขับเคลื่อนมาตรการด้านการปฏิบัติการบินและการปรับเปลี่ยนฝูงบินอย่างต่อเนื่อง ดังนี้

  • การปรับปรุงฝูงบิน (ลดก๊าซ NOx และ SOx): เรามุ่งมั่นที่จะรักษาฝูงบินให้มีอายุการใช้งานน้อยและใช้เทคโนโลยีล่าสุด โดยดำเนินการปลดระวางเครื่องบินรุ่นเก่าและทยอยรับมอบเครื่องบินรุ่นใหม่ Airbus A321neo (ติดตั้งเครื่องยนต์ CFM LEAP-1A) เข้าสู่ฝูงบิน ซึ่งใช้เทคโนโลยีการเผาไหม้ล้ำสมัยที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซ NOx ได้สูงสุดถึง 50% เมื่อเทียบกับมาตรฐาน ICAO CAEP/6 ทั้งนี้ ณ ปี 2568 เครื่องยนต์ของเครื่องบินแอร์เอเชียทุกลำผ่านมาตรฐาน ICAO CAEP/8 ซึ่งเป็นมาตรฐานการปล่อยก๊าซ NOx ที่เข้มงวดที่สุด และเราตั้งเป้าหมายที่จะรักษาระดับความสอดคล้องตามมาตรฐานนี้ให้ครอบคลุม 100% ทั่วทั้งฝูงบิน
  • การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการบิน (ลดก๊าซ NOx, SOx และสาร VOCs): เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมภาคพื้นดิน เราได้บังคับใช้มาตรการขับเคลื่อนอากาศยานบนทางขับด้วยเครื่องยนต์เดียว (Single-Engine Taxiing: SET) ขณะเคลื่อนที่บนภาคพื้น โดยการดับเครื่องยนต์หนึ่งข้างเพื่อลดการเผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซ NOx, SOx รวมถึงสาร VOCs จากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์บริเวณลานจอดของสนามบินได้โดยตรง
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเภทอื่นๆ 2566 2567 2568
ปริมาณการปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (ตัน) 868 1,200 1,415
ความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (กรัม NOx ต่อ RPK) 0.043 0.06 0.07
ปริมาณการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ออกไซด์ (ตัน) 93 92 109
ปริมาณการปล่อยสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOC) (ตัน) 320 320 377

หมายเหตุ:

  • ข้อมูลการปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) และข้อมูลการปฏิบัติตามมาตรฐาน อ้างอิงมาจากฐานข้อมูลการปล่อยมลพิษของ ICAO (ICAO Emissions Bank) ฉบับที่ 28C ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2564 ทั้งนี้ ค่าการปล่อยก๊าซ NOx ต่อรอบการขึ้นลงของเครื่องบิน (LTO cycle) คำนวณตามค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของสัดส่วนฝูงบินของแอร์เอเชีย ณ ปี 2567
  • อ้างอิงตามองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้านสิ่งแวดล้อมของสหรัฐฯ (US EPA) ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) เป็นองค์ประกอบหลักของการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ออกไซด์ (SOx) ดังนั้นจึงใช้ค่า SO2 แทนค่า SOx เพื่อวัตถุประสงค์ในการคำนวณ โดยข้อมูลการปล่อยก๊าซ SO2 และสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOC) อ้างอิงมาจากตารางปัจจัยการปล่อยมลพิษตามประเภทอากาศยานทั่วไปของ US EPA
  • ตัวเลขสำหรับปี 2567 ได้มีการปรับปรุงใหม่เพื่อให้สะท้อนถึงวิธีการจัดเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและความถูกต้องของข้อมูลที่ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

การบริหารจัดการเงินด้านความเสี่ยงทางสภาพภูมิอากาศ

ไทยแอร์เอเชียตระหนักถึงความสำคัญของความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราจึงมุ่งมั่นยกระดับขีดความสามารถในการบริหารจัดการผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อทั้งการดำเนินงานและสถานะทางการเงินของบริษัทอย่างเป็นระบบ

แนวทางการบริหารจัดการ

  • การประเมินความเสี่ยงและการเตรียมความพร้อม
    • รากฐานการดำเนินงาน: บริษัทได้เริ่มต้นกระบวนการประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรมภายใต้กรอบความสอดคล้องกับการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (TCFD) ตั้งแต่ปี 2566 โดยมีการวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านกายภาพ (Physical Risk) ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนผ่าน (Tramsition Risk) และโอกาส (Opportunity) ที่อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบิน ในระยะสั้น กลาง และยาว เพื่อประเมินผลกระทบทางการเงินและกำหนดแนวทางการบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจ
    • การวิเคราะห์ทางการเงินด้วย Carbon Modelling: ตั้งแต่ปี 2567 บริษัทได้พัฒนาแบบจำลองคาร์บอน (Carbon Modelling) เพื่อคาดการณ์ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะ 5 ปี พร้อมนำการกำหนดราคาคาร์บอนภายใน (Internal Carbon Pricing) มาใช้ โดยอ้างอิงจากราคาตลาดคาร์บอนระดับโลกและปัจจัยด้านกฎระเบียบ เครื่องมือดังกล่าวช่วยสนับสนุนการวิเคราะห์ผลกระทบทางการเงิน และการบูรณาการประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศเข้าสู่การวางแผนทางการเงิน การตัดสินใจลงทุน และการจัดสรรเงินทุน ทั้งในระยะสั้น กลาง และยาว
    • การยกระดับสู่มาตรฐานสากล (IFRS S2): ในปัจจุบัน บริษัทกำลังดำเนินการวิเคราะห์ช่องว่าง (Gap Analysis) เพื่อทบทวนความพร้อมของข้อมูลและกระบวนการทำงานด้านสภาพภูมิอากาศให้สอดคล้องกับมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศฉบับที่ 2 (IFRS S2: Climate-related Disclosures) รวมถึงวางแผนการวิเคราะห์ Climate Scenario Analysis ภายใต้กรอบมาตรฐาน IFRS S2 ในระยะถัดไป เพื่อประเมินความยืดหยุ่นของกลยุทธ์องค์กรต่อสถานการณ์การจำกัดอุณหภูมิโลกในรูปแบบต่างๆ
  • การเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอน ไทยแอร์เอเชีย ร่วมกับสมาคมสายการบินไทย ได้หารือกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการจัดเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอน โดยได้รับอนุมัติให้ดำเนินการสำหรับสายการบินในประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 สำหรับเส้นทางระหว่างประเทศ ทั้งนี้ รายได้จากค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะนำไปใช้เพื่อสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) และ/หรือการจัดหาคาร์บอนเครดิต

แผนการดำเนินงานสำหรับปี 2569

เมื่อไทยแอร์เอเชียเข้าสู่ปี 2569 กลยุทธ์ด้านสภาพภูมิอากาศของเราได้เปลี่ยนผ่านจากการวางรากฐานไปสู่การลงมือปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบ ขณะนี้เรากำลังนำพาองค์กรผ่านสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น ซึ่งเห็นได้จากการเริ่มบังคับใช้มาตรการชดเชยคาร์บอน และข้อกำหนดแรกในการเริ่มใช้ SAF ในการปฏิบัติการบิน

  1. CORSIA ระยะที่ 1: การปฏิบัติตามข้อผูกพันระดับโลก

    ปี 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับการปฏิบัติการบินระหว่างประเทศของเรา เนื่องจากเรากำลังเข้าสู่รอบการปฏิบัติตามข้อกำหนดรอบแรก (First Compliance Cycle) สำหรับโครงการ CORSIA ระยะที่ 1 (ปี 2567–2569) ภายหลังจากการตรวจสอบยืนยันข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการบินระหว่างประเทศของปี 2568 แล้ว ไทยแอร์เอเชียกำลังอยู่ในขั้นตอนการคำนวณภาระผูกพันในการชดเชยคาร์บอน (Offsetting Obligations) เป็นครั้งแรก

  2. การนำเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) มาใช้งานจริง

    ภายหลังการลงนาม MOU ร่วมกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เมื่อปลายปี 2568 ขณะนี้ไทยแอร์เอเชียกำลังมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนความมุ่งมั่นด้าน SAF ให้เป็นการปฏิบัติจริง โดยเราจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับ CAAT และผู้ผลิตพลังงานในประเทศ เพื่อลดผลกระทบจากต้นทุนส่วนต่าง "Green Premium" ซึ่งมักเกิดขึ้นจากการนำเข้าเชื้อเพลิงทางเลือกจากต่างประเทศ

  3. ความยั่งยืนทางการเงิน

    เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างความทะเยอทะยานด้านสิ่งแวดล้อมและตัวตนแบบ "ราคาประหยัด" ของเรา เราจึงได้นำกลไกที่มีความโปร่งใสมาใช้เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนนี้

    • การเริ่มใช้ค่าธรรมเนียมคาร์บอน: เพื่อลดความเสี่ยงทางการเงิน ไทยแอร์เอเชียได้ร่วมมือกับรัฐบาลและสมาคมสายการบินประเทศไทยในการจัดทำโครงสร้างค่าธรรมเนียมคาร์บอน (Carbon Surcharge) ซึ่งได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการในปี 2568 โดยคาดว่าจะเริ่มจัดเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอนในปี 2569
    • การสร้างความตระหนักรู้และการสนับสนุนจากสาธารณะ: ก่อนการเริ่มจัดเก็บจริง เราจะเปิดตัวแคมเปญระดับประเทศเพื่อทำความเข้าใจกับผู้โดยสารว่า เงินสนับสนุนจำนวนเล็กน้อยนี้จะมีส่วนช่วยในการลดคาร์บอนโดยตรง และสะท้อนถึงความรับผิดชอบร่วมกันของเราที่มีต่อสิ่งแวดล้อม
  4. จุดยืนต่อสาธารณะของเรา

    ด้วยความร่วมมือกับกลุ่มแอร์เอเชีย เรากำลังบริหารจัดการการปล่อยมลพิษผ่านฝูงบินที่มีอายุการใช้งานน้อยและประหยัดน้ำมันมากขึ้น รวมถึงการขยายโครงการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการปฏิบัติการบิน นอกจากนี้ แผนงานด้านเทคโนโลยีของเรายังแข็งแกร่งยิ่งขึ้นด้วยความร่วมมือด้านการวิจัย SAF ระหว่างแอร์เอเชียและแอร์บัส (Airbus) ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การบูรณาการเชื้อเพลิงที่ยั่งยืนในระดับภูมิภาค ในขณะเดียวกัน เรากำลังยกระดับความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรกำกับดูแลผ่านสมาคมสายการบินประเทศไทย (AAT) เพื่อให้มั่นใจว่ากฎระเบียบด้านสภาพภูมิอากาศที่กำลังพัฒนานั้นมีประสิทธิภาพต่อสิ่งแวดล้อม และในขณะเดียวกันก็ต้องมีความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์เพื่ออนาคตของการเดินทางทางอากาศ

รักษาความได้เปรียบทางการแข่งขันในขณะที่ยังปฏิบัติตามกฎระเบียบ
เตรียมพร้อมจัดการต้นทุนการชดเชยและเพิ่มความตระหนักรู้ของสาธารณชน
เสาะหาความร่วมมือใหม่ๆ เพื่อระดมทุนวิจัยและพัฒนาและการลงทุนในการลดคาร์บอนไดออกไซด์
เสริมสร้างความสัมพันธ์กับผู้ออกกฎหมาย/ผู้กำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง
มุ่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับข้อเสนอกฎระเบียบด้านสภาพอากาศที่ส่งผลกระทบต่ออนาคตของการบิน

เครือข่ายการจัดการวิกฤตด้านสภาพภูมิอากาศ