EN / TH

ความมุ่งมั่น

ด้วยเป้าหมายสู่การเป็นองค์กร Net Zero ในปี 2593 บจ. ไทยแอร์เอเชีย จึงตั้งเป้าหมายในนโยบายการจัดการสิ่งแวดล้อม ให้มีความเข้มข้นต่อเนื่องขึ้นในทุกปีในระหว่างทางการไปสู่เป้าหมายดังกล่าว

โดยอาศัยจากนโยบายภายในบริษัท วิธีการปฏิบัติงาน รวมถึงการจัดหาเทคโนโลยี และความรู้ใหม่ ๆ มาช่วยลดและควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศอย่างต่อเนื่อง

กลยุทธ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์

บริษัทมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจเพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 โดยได้มีการยกระดับเป้าหมายระยะสั้นในปี 2569 มุ่งเน้นการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อที่นั่ง-กิโลเมตรลง 1.5 gCO2/ASK เมื่อเทียบกับปี 2568 และตั้งเป้าหมายลดลงอย่างต่อเนื่องในอัตราเดียวกันนี้ในทุกๆ ปี

ผลการดำเนินงานในปี 2568

ในปี 2568 บริษัทได้ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ที่ 69 gCO2/RPK อย่างไรก็ตาม อัตราการปล่อยก๊าซจริงในปีดังกล่าวอยู่ที่ 77.4 gCO2/RPK

การเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการดำเนินงาน โดยในขณะที่เที่ยวบินระหว่างประเทศมีจำนวนความถี่ลดลง แต่มีการขยายตัวของการปฏิบัติการบินในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของโครงข่ายเส้นทางบินนี้ ส่งผลให้มีการใช้เชื้อเพลิงโดยรวมสูงขึ้น เนื่องจากเที่ยวบินในประเทศที่มีระยะทางสั้นกว่า ต้องมีการวิ่งขึ้น (Take-off) และการไต่ระดับ (Climb) บ่อยครั้งขึ้น ซึ่งเป็นช่วงการบินที่ใช้เชื้อเพลิงเข้มข้นมากที่สุด

ความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอนของไทยแอร์เอเชีย

ปี 2562 2563 2564 2565 2566 2567 2568
ปริมาณการปล่อย CO2 ต่อที่นั่งผู้โดยสาร (CO2/ASK) 66.5 69.0 72.8 66.6 64.2 64.0 63.0
ปริมาณการปล่อย CO2 ต่อปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร(CO2/RPK) 79.1 93.1 107.2 79.5 72.7 72.0 77.4
เป้าหมายระยะสั้น
ลด Carbon Intensity Ratio ที่
1.5 gCO2/ASK เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
เป้าหมายระยะยาว
ปล่อยก๊าซเรือนกระจก
สุทธิเป็นศูนย์ในปี 2573
แผนการดำเนินงานสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593

4 แนวทางหลักสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของไทยแอร์เอเชีย

1. การจัดการฝูงบิน

ในปี 2568 ไทยแอร์เอเชียได้รับมอบเครื่องบินแอร์บัส A321neo จำนวน 2 ลำ เพื่อวัตถุประสงค์ในการขยายฝูงบิน โดยไม่มีการปลดระวางเครื่องบินออกจากฝูงบินในปีนี้ ส่งผลให้อายุเฉลี่ยของฝูงบินไทยแอร์เอเชียเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 10.5 ปี เป็น 11.1 ปี ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568

เครื่องบินรุ่นใหม่เหล่านี้คาดว่าจะช่วยให้ไทยแอร์เอเชียสามารถเข้าถึงจุดหมายปลายทางใหม่ๆ ในเอเชียตะวันตกและเอเชียกลางจากกรุงเทพมหานคร ด้วยทางเลือกที่มีประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันสูงกว่าเครื่องบินลำตัวกว้างสำหรับเส้นทางบินใหม่ที่อยู่ในช่วงพัฒนา

สำหรับการทดแทนฝูงบิน A320ceo ในปัจจุบัน เราอยู่ระหว่างการประเมินเครื่องบินเจ็ทระดับภูมิภาค 2 รุ่น ที่มีพิสัยการบิน 5 ชั่วโมง และความจุ 160 ที่นั่ง ซึ่งเครื่องบินเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบิน และช่วยให้ไทยแอร์เอเชียสามารถปรับขนาดฝูงบินให้เหมาะสมเพื่อลดความจุส่วนเกินในบางเส้นทางภายในประเทศและเส้นทางในภูมิภาค แผนการทดแทนฝูงบินนี้จะช่วยลดอายุเฉลี่ยของฝูงบินลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเริ่มนำเข้ามาประจำการตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน เครื่องบินลำใหม่ทั้งหมดจะได้รับการติดตั้งที่นั่งแบบชั้นประหยัดทั้งหมด (all-economy class) และใช้ที่นั่งที่มีน้ำหนักเบา นอกจากนี้ เครื่องบินใหม่จะได้รับการติดตั้งซอฟต์แวร์ล่วงหน้าเพื่อรองรับการดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงขั้นสูง

จำนวนอากาศยานในฝูงบินของ บจ. ไทยแอร์เอเชีย ในปี 2568
A320ceo
จำนวนเครื่องบิน
44
อายุเฉลี่ย (ปี)
13.2
จำนวนผู้โดยสาร (ที่นั่ง)
180/186
A320neo
จำนวนเครื่องบิน
11
อายุเฉลี่ย (ปี)
8.2
จำนวนผู้โดยสาร (ที่นั่ง)
186
A321neo
จำนวนเครื่องบิน
7
อายุเฉลี่ย (ปี)
2.5
จำนวนผู้โดยสาร (ที่นั่ง)
236

2. ปฏิบัติการบินสีเขียว

ตลอดปี 2568 ไทยแอร์เอเชียยังคงเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบินที่มีมาอย่างยาวนาน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากแหล่งกำเนิด โดยรวมแล้ว ไทยแอร์เอเชียได้ดำเนินงานตามขั้นตอนการปฏิบัติการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Operating Procedures) จำนวน 12 ขั้นตอน ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบินให้ดียิ่งขึ้น

การประหยัดพลังงานเชื้อเพลิงตามปฏิบัติการบินสีเขียว

ปริมาณ CO2 เฉลี่ยที่ลดลงจากแต่ละกระบวนการ

ผลการปฏิบัติการ
ลำดับที่ มาตรการหลักในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน อัตราการนำไปปฏิบัติของไทยแอร์เอเชีย (ร้อยละ) ปริมาณการประหยัดเชื้อเพลิงในปี 2568 (ตัน) ปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2568(ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า)
2566 2567 2568
1 การเลือกใช้ความเร็วในการไต่ระดับที่มีประสิทธิภาพ 76 66 63 4,856 15,345
2 การขับเคลื่อนอากาศยานด้วยเครื่องยนต์เดียวออกจากหลุมจอด 44 47 48 1,536 4,854
3 การขับเคลื่อนอากาศยานด้วยเครื่องยนต์เดียวเข้าสู่หลุมจอด 100 86 86 803 2,538
4 การใช้เครื่องเพิ่มแรงยกในการลงสนามอย่างเหมาะสม 99 99 98 971 3,068
5 การใช้อุปกรณ์เปลี่ยนทิศทางแรงขับในปริมาณที่เหมาะสม 99 100 99 678 2,143
6 การปรับค่าเครื่องปรับอากาศบนเครื่องบินอย่างเหมาะสมระหว่างการวิ่งขึ้น 100 94 97 266 841
นักบินของเราบินอย่างปลอดภัยและประหยัด
บจ. ไทยแอร์เอเชีย มีผลปฏิบัติงานด้านการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงดังนี้
11,893
ตัน ของปริมาณน้ำมันที่สามารถประหยัด
เทียบเท่ากับ
37,583
ตัน ของปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์
278.2
ล้านบาท ในการประหยัดค่าใช้จ่าย

ข้อมูล: ปี 2568

3. การใช้เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ไทยแอร์เอเชียได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) พร้อมกับสายการบินของไทยอีก 7 แห่ง เพื่อส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) ข้อตกลงนี้ได้กำหนดเป้าหมายสัดส่วนการใช้ SAF ไว้ที่ร้อยละ 0.5 ถึง 1 ของปริมาณเชื้อเพลิงในเที่ยวบินระหว่างประเทศ ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป ซึ่งถือเป็นย่างก้าวสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของอุตสาหกรรมการบินภายในปี 2593

การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ SAF ดำเนินการตามแนวทางการหารืออย่างละเอียดร่วมกับกระทรวงพลังงาน สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และพันธมิตรในอุตสาหกรรม โดยก่อนที่จะมีการลงนาม MOU เรื่อง SAF อย่างเป็นทางการ เราได้เข้าร่วมในโครงการริเริ่มพื้นฐานหลายประการเพื่อสร้างความพร้อมให้กับอุตสาหกรรม ดังนี้:

  • การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการเปลี่ยนผ่านภาคส่วน: เข้าร่วมสัมมนาในหัวข้อ "ภาคการบินไทย: การเปลี่ยนผ่านสู่ SAF" เพื่อปรับทิศทางให้สอดคล้องกับแผนที่นำทางด้านพลังงานของประเทศ (National Energy Roadmap)
  • คณะทำงานด้าน SAF รายไตรมาส: การมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องในการประชุมร่วมกับ กพท. และผู้ผลิตเชื้อเพลิงในประเทศ เพื่อจัดการด้านโลจิสติกส์ในห่วงโซ่อุปทานและความมั่นคงของวัตถุดิบ
  • การปรับนโยบายให้สอดคล้องกัน: การหารืออย่างต่อเนื่องเพื่อกำหนดจุดยืนร่วมกันของอุตสาหกรรมในเรื่องสัดส่วนการผสมเชื้อเพลิงภาคบังคับ (Blending Mandates) และกรอบการแบ่งรับภาระต้นทุน ก่อนที่จะมีการเริ่มบังคับใช้ในปี 2569

4. การจัดหาคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยออกไป

ไทยแอร์เอเชียมีบทบาทสำคัญในการผลักดันกลไกการกำหนดราคาคาร์บอน ที่อนุญาตให้สายการบินสามารถรวมต้นทุนจากโครงการ CORSIA เข้ากับค่าโดยสารได้ นอกเหนือจากการดำเนินงานร่วมกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เรายังได้จัดกิจกรรมให้ข้อมูลแก่สมาชิกสมาคมสายการบินประเทศไทย เพื่อกำหนดจุดยืนร่วมกันของอุตสาหกรรม และเสนอแนะนโยบายสนับสนุนเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนหน่วยคาร์บอนเครดิต (CEU) ซึ่งส่งผลให้หน่วยงานกำกับดูแลอนุมัติให้สายการบินของไทยสามารถเริ่มจัดเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอน (Carbon Surcharge) ที่มีความโปร่งใสในค่าโดยสารได้ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป สิ่งนี้เป็นการสร้างแนวทางที่ยั่งยืนให้อุตสาหกรรมสามารถชดเชยต้นทุนในการลดคาร์บอนและระดมทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ

ทั้งนี้ การดำเนินงานโดยตรงร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่สายการบินของไทยต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน CORSIA พร้อมชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงจากการขาดแคลนคาร์บอนเครดิตและแนวโน้มของต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น ในระหว่างการหารือเหล่านี้ ได้มีการผลักดันให้เร่งนำคาร์บอนเครดิตประเภท T-VER Premium เข้าไปรวมอยู่ในหน่วยการปล่อยก๊าซที่ผ่านการรับรองจาก ICAO (Eligible Emissions Units) เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการในท้องถิ่นจะเป็นไปตามมาตรฐานสากลและเป็นแนวทางที่ใช้ได้จริงสำหรับพันธกรณีของภาคการบิน

ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ขอบเขต ประเภทการปล่อย ตัวชี้วัด แหล่งที่มา
ขอบเขต 1 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง ปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ฝ่ายปฏิบัติการบินและการขนส่งภาคพื้นดิน
ขอบเขต 2 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมที่ถูกซื้อมา ปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้า (อาคารสำนักงาน) ฝ่ายอาคารและสำนักงาน
ขอบเขต 3 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ ปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง มาตรฐาน GHG Protocol ขอบเขต 3 ประเภทที่ 3 กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงและพลังงาน และประเภทที่ 6 การเดินทางเพื่อธุรกิจ

การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขต 1

ขอบเขต 1 จากการปฏิบัติการบินและการขนส่งภาคพื้นดิน 2566 2567 2568
ก๊าซเรือนกระจกจากการบินภายในประเทศ (ตัน CO2 เทียบเท่า) 620,249 683,807 789,385
ก๊าซเรือนกระจกจากการบินระหว่างประเทศ (ตัน CO2 เทียบเท่า) 811,312 901,301 837,087
ก๊าซเรือนกระจกจากการปฏิบัติการภาคพื้นดิน (ตัน CO2 เทียบเท่า) 3,070 3,961 3,776

หมายเหตุ:

  • ในปี 2568 บริษัทได้ปรับปรุงการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 สำหรับปี 2566–2568 โดยรวมการปล่อยจากการปฏิบัติการภาคพื้นดิน ซึ่งไม่ได้ถูกรวมอยู่ในการรายงานปีที่ผ่านมา
  • การเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 เป็นผลมาจากการขยายตัวของเที่ยวบินภายในประเทศ
  • บริษัทได้ถูกทวนสอบของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ เป็นผู้ทวนสอบปริมาณน้ำมันที่ใช้และรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ภายใต้ข้อบังคับโครงการการชดเชยและการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคการบินระหว่างประเทศ (Carbon Offsetting and Reduction Scheme for International Aviation: CORSIA)

การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขต 2

ขอบเขต 2 จากการใช้พลังงานไฟฟ้า 2566 2567 2568
ปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้า (กิโลวัตต์ชั่วโมง) 4,003,543 4,369,595 4,024,156
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ตัน CO2 เทียบเท่า) 1,726 1,923 1,690

หมายเหตุ: การเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 2 ของไทยแอร์เอเชีย ครอบคลุมถึงการปล่อยก๊าซที่เกิดจากการใช้พลังงาน ณ ศูนย์ปฏิบัติการบินดอนเมือง และแอร์เอเชีย อะคาเดมี (ไม่รวมศูนย์ปฏิบัติการบินและสถานีอื่นๆ) ทั้งนี้ การประเมินและการประมาณการการปล่อยก๊าซเป็นไปตามมาตรฐานขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)

การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขต 3

ขอบเขต 3 จากการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินจากคู่ค้าและการเดินทางเพื่อธุรกิจของพนักงาน 2566 2567* 2568
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ตัน CO2 เทียบเท่า) 309,122 332,007 341,058

หมายเหตุ:

  • ข้อมูลปี 2567 ได้ถูกคำนวณใหม่ (Restated) เพื่อให้สอดคล้องกับวิธีการเก็บข้อมูลที่มีความละเอียดและแม่นยำมากขึ้น
  • การเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3 ในปี 2568 มีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากกระบวนการผลิต การขนส่ง และการกระจายเชื้อเพลิง ซึ่งสอดคล้องกับความถี่เที่ยวบินและการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกชนิดอื่นๆ

นอกเหนือจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) แล้ว การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงอากาศยานยังปล่อยไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) ซัลเฟอร์ออกไซด์ (SOx) คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) และสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การพัฒนาการออกแบบเครื่องยนต์ได้ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเภทอื่นๆ ลงอย่างต่อเนื่อง โดยองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ได้กำหนดระดับการปล่อยก๊าซเหล่านี้จากเครื่องยนต์อากาศยานที่ยอมรับได้ ภายใต้ภาคผนวก 16 เล่มที่ 3 ของมาตรฐานระหว่างประเทศด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานเหล่านี้ เรามุ่งมั่นที่จะรักษาฝูงบินที่มีอายุการใช้งานน้อยและใช้เทคโนโลยีล่าสุด โดย ณ ปี 2568 เครื่องยนต์ของเครื่องบินแอร์เอเชียทุกลำผ่านมาตรฐานการปล่อยก๊าซ NOx ตามข้อกำหนด ICAO CAEP/8 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่เข้มงวดที่สุด ทั้งนี้ ในขณะที่เราดำเนินการปลดระวางเครื่องบินรุ่นเก่าเพื่อทดแทนด้วยเครื่องบินรุ่นใหม่ Airbus A321neo เราตั้งเป้าหมายที่จะบรรลุมาตรฐาน ICAO CAEP/8 สำหรับก๊าซ NOx ให้ครบทั่วทั้งฝูงบิน

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเภทอื่นๆ 2566 2567 2568
ปริมาณการปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (ตัน) 868 1,200 1,415
ความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (กรัม NOx ต่อ RPK) 0.043 0.06 0.07
ปริมาณการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ออกไซด์ (ตัน) 93 92 109
ปริมาณการปล่อยสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOC) (ตัน) 320 320 377

หมายเหตุ:

  • ข้อมูลการปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) และข้อมูลการปฏิบัติตามมาตรฐาน อ้างอิงมาจากฐานข้อมูลการปล่อยมลพิษของ ICAO (ICAO Emissions Bank) ฉบับที่ 28C ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2564 ทั้งนี้ ค่าการปล่อยก๊าซ NOx ต่อรอบการขึ้นลงของเครื่องบิน (LTO cycle) คำนวณตามค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของสัดส่วนฝูงบินของแอร์เอเชีย ณ ปี 2567
  • อ้างอิงตามองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้านสิ่งแวดล้อมของสหรัฐฯ (US EPA) ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) เป็นองค์ประกอบหลักของการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ออกไซด์ (SOx) ดังนั้นจึงใช้ค่า SO2 แทนค่า SOx เพื่อวัตถุประสงค์ในการคำนวณ โดยข้อมูลการปล่อยก๊าซ SO2 และสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOC) อ้างอิงมาจากตารางปัจจัยการปล่อยมลพิษตามประเภทอากาศยานทั่วไปของ US EPA
  • ตัวเลขสำหรับปี 2567 ได้มีการปรับปรุงใหม่เพื่อให้สะท้อนถึงวิธีการจัดเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและความถูกต้องของข้อมูลที่ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

การบริหารจัดการเงินด้านความเสี่ยงทางสภาพภูมิอากาศ

ไทยแอร์เอเชียตระหนักถึงความสำคัญของความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราจึงมุ่งมั่นยกระดับขีดความสามารถในการบริหารจัดการผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อทั้งการดำเนินงานและสถานะทางการเงินของบริษัทอย่างเป็นระบบ

แนวทางการบริหารจัดการ

  • การประเมินความเสี่ยงและการเตรียมความพร้อม
    • รากฐานการดำเนินงาน: บริษัทได้เริ่มต้นกระบวนการประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรมภายใต้กรอบความสอดคล้องกับการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (TCFD) ตั้งแต่ปี 2566 โดยมีการวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านกายภาพ (Physical Risk) ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนผ่าน (Tramsition Risk) และโอกาส (Opportunity) ที่อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบิน ในระยะสั้น กลาง และยาว เพื่อประเมินผลกระทบทางการเงินและกำหนดแนวทางการบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจ
    • การวิเคราะห์ทางการเงินด้วย Carbon Modelling: ตั้งแต่ปี 2567 บริษัทได้พัฒนาแบบจำลองคาร์บอน (Carbon Modelling) เพื่อคาดการณ์ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะ 5 ปี พร้อมนำการกำหนดราคาคาร์บอนภายใน (Internal Carbon Pricing) มาใช้ โดยอ้างอิงจากราคาตลาดคาร์บอนระดับโลกและปัจจัยด้านกฎระเบียบ เครื่องมือดังกล่าวช่วยสนับสนุนการวิเคราะห์ผลกระทบทางการเงิน และการบูรณาการประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศเข้าสู่การวางแผนทางการเงิน การตัดสินใจลงทุน และการจัดสรรเงินทุน ทั้งในระยะสั้น กลาง และยาว
    • การยกระดับสู่มาตรฐานสากล (IFRS S2): ในปัจจุบัน บริษัทกำลังดำเนินการวิเคราะห์ช่องว่าง (Gap Analysis) เพื่อทบทวนความพร้อมของข้อมูลและกระบวนการทำงานด้านสภาพภูมิอากาศให้สอดคล้องกับมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศฉบับที่ 2 (IFRS S2: Climate-related Disclosures) รวมถึงวางแผนการวิเคราะห์ Climate Scenario Analysis ภายใต้กรอบมาตรฐาน IFRS S2 ในระยะถัดไป เพื่อประเมินความยืดหยุ่นของกลยุทธ์องค์กรต่อสถานการณ์การจำกัดอุณหภูมิโลกในรูปแบบต่างๆ
  • การเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอน ไทยแอร์เอเชีย ร่วมกับสมาคมสายการบินไทย ได้หารือกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการจัดเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอน โดยได้รับอนุมัติให้ดำเนินการสำหรับสายการบินในประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 สำหรับเส้นทางระหว่างประเทศ ทั้งนี้ รายได้จากค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะนำไปใช้เพื่อสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) และ/หรือการจัดหาคาร์บอนเครดิต

แผนการดำเนินงานสำหรับปี 2569

เมื่อไทยแอร์เอเชียเข้าสู่ปี 2569 กลยุทธ์ด้านสภาพภูมิอากาศของเราได้เปลี่ยนผ่านจากการวางรากฐานไปสู่การลงมือปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบ ขณะนี้เรากำลังนำพาองค์กรผ่านสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น ซึ่งเห็นได้จากการเริ่มบังคับใช้มาตรการชดเชยคาร์บอน และข้อกำหนดแรกในการเริ่มใช้ SAF ในการปฏิบัติการบิน

  1. CORSIA ระยะที่ 1: การปฏิบัติตามข้อผูกพันระดับโลก

    ปี 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับการปฏิบัติการบินระหว่างประเทศของเรา เนื่องจากเรากำลังเข้าสู่รอบการปฏิบัติตามข้อกำหนดรอบแรก (First Compliance Cycle) สำหรับโครงการ CORSIA ระยะที่ 1 (ปี 2567–2569) ภายหลังจากการตรวจสอบยืนยันข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการบินระหว่างประเทศของปี 2568 แล้ว ไทยแอร์เอเชียกำลังอยู่ในขั้นตอนการคำนวณภาระผูกพันในการชดเชยคาร์บอน (Offsetting Obligations) เป็นครั้งแรก

  2. การนำเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) มาใช้งานจริง

    ภายหลังการลงนาม MOU ร่วมกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เมื่อปลายปี 2568 ขณะนี้ไทยแอร์เอเชียกำลังมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนความมุ่งมั่นด้าน SAF ให้เป็นการปฏิบัติจริง โดยเราจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับ CAAT และผู้ผลิตพลังงานในประเทศ เพื่อลดผลกระทบจากต้นทุนส่วนต่าง "Green Premium" ซึ่งมักเกิดขึ้นจากการนำเข้าเชื้อเพลิงทางเลือกจากต่างประเทศ

  3. ความยั่งยืนทางการเงิน

    เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างความทะเยอทะยานด้านสิ่งแวดล้อมและตัวตนแบบ "ราคาประหยัด" ของเรา เราจึงได้นำกลไกที่มีความโปร่งใสมาใช้เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนนี้

    • การเริ่มใช้ค่าธรรมเนียมคาร์บอน: เพื่อลดความเสี่ยงทางการเงิน ไทยแอร์เอเชียได้ร่วมมือกับรัฐบาลและสมาคมสายการบินประเทศไทยในการจัดทำโครงสร้างค่าธรรมเนียมคาร์บอน (Carbon Surcharge) ซึ่งได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการในปี 2568 โดยคาดว่าจะเริ่มจัดเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอนในปี 2569
    • การสร้างความตระหนักรู้และการสนับสนุนจากสาธารณะ: ก่อนการเริ่มจัดเก็บจริง เราจะเปิดตัวแคมเปญระดับประเทศเพื่อทำความเข้าใจกับผู้โดยสารว่า เงินสนับสนุนจำนวนเล็กน้อยนี้จะมีส่วนช่วยในการลดคาร์บอนโดยตรง และสะท้อนถึงความรับผิดชอบร่วมกันของเราที่มีต่อสิ่งแวดล้อม
  4. จุดยืนต่อสาธารณะของเรา

    ด้วยความร่วมมือกับกลุ่มแอร์เอเชีย เรากำลังบริหารจัดการการปล่อยมลพิษผ่านฝูงบินที่มีอายุการใช้งานน้อยและประหยัดน้ำมันมากขึ้น รวมถึงการขยายโครงการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการปฏิบัติการบิน นอกจากนี้ แผนงานด้านเทคโนโลยีของเรายังแข็งแกร่งยิ่งขึ้นด้วยความร่วมมือด้านการวิจัย SAF ระหว่างแอร์เอเชียและแอร์บัส (Airbus) ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การบูรณาการเชื้อเพลิงที่ยั่งยืนในระดับภูมิภาค ในขณะเดียวกัน เรากำลังยกระดับความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรกำกับดูแลผ่านสมาคมสายการบินประเทศไทย (AAT) เพื่อให้มั่นใจว่ากฎระเบียบด้านสภาพภูมิอากาศที่กำลังพัฒนานั้นมีประสิทธิภาพต่อสิ่งแวดล้อม และในขณะเดียวกันก็ต้องมีความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์เพื่ออนาคตของการเดินทางทางอากาศ

รักษาความได้เปรียบทางการแข่งขันในขณะที่ยังปฏิบัติตามกฎระเบียบ
เตรียมพร้อมจัดการต้นทุนการชดเชยและเพิ่มความตระหนักรู้ของสาธารณชน
เสาะหาความร่วมมือใหม่ๆ เพื่อระดมทุนวิจัยและพัฒนาและการลงทุนในการลดคาร์บอนไดออกไซด์
เสริมสร้างความสัมพันธ์กับผู้ออกกฎหมาย/ผู้กำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง
มุ่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับข้อเสนอกฎระเบียบด้านสภาพอากาศที่ส่งผลกระทบต่ออนาคตของการบิน

เครือข่ายการจัดการวิกฤตด้านสภาพภูมิอากาศ